ปรับแต่งแอพพลิเคชันยังไงให้ติดอันดับต้นๆของแอพสโตร์ (App Store Optimization หรือ ASO)

ผู้เขียน: Parichat Samritchindakun @nuiparichat

เว็บ https://www.passiondigi.com/single-post/app-store-optimization-aso

ทุกวันนี้ นักการตลาดดิจิทัล ต้องยอมรับแต่โดยดีว่า App Store Optimization หรือที่เรียกว่า ASO ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะต้องใช้เวลาไม่ต่างจากการทำ SEO (Search Engine Optimization) โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะทุ่มเทงบประมาณลงไปซื้อ Mediaซะมากกว่าไม่ว่าจะเป็นFacebook หรือ Google App in stall เพราะเร็วทันใจกว่า แต่สำหรับ SME หรือ Start Up ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการมี Application เป็นของตัวเองนั้น ASO น่าจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่าและเห็นผลจริงในระยะยาว

ปัจจุบันจากสถิติของผู้ใช้งานในแอพสโตร์ ร้อยละ 63 เจอแอพพลิเคชัน จากการค้นหา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่แอปพลิเคชันร้อยละ 73 ในแอปสโตร์ถูกเรียกว่า ซอมบี้แอป (zombie apps) เพราะผู้ใช้งานไม่เคยเห็น เฉพาะในกูเกิ้ลเพลย์ (Google play) ก็มีแอพพลิเคชันประมาณ 1.1 ล้านตัวที่ไม่เคยผ่านตาใครเลย ฟังดูยากเย็นเอาการเลยทีเดียวนะคะกว่าจะเข็นให้ขึ้น

ทำไมต้อง ASO?

อย่างที่เกริ่นไป การกระตุ้นให้คนเห็นแอปพลิเคชันได้ด้วยการใช้ ASO อย่างมีประสิทธิภาพเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุด ถ้าหากไม่อยากให้ Application ของคุณกลายเป็น ซอมบี้แอป เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า จะวางแผนทำ ASO หรือ App Store Optimization กันได้อย่างไรบ้าง

ASO แบ่งออกเป็น 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ ASO หลักและ ASO รอง ASO หลักมีอิทธิพลมากที่สุดต่ออันดับแอปพลิเคชันของคุณ ส่วน ASO รองนำเสนอปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยให้แอปพลิเคชันได้อันดับดีขึ้นเมื่อมีผู้ใช้งานเข้าค้นหา

ASO ต่างกับ SEO ยังไง?

ASO ต่างจาก SEO เพราะในปัจจุบันการทำ SEO มีเครื่องมือและซอฟท์แวร์มากมายที่ช่วยวางกลไกการทำงานให้การค้นหาง่ายขึ้นมาก ส่วน ASO นั้นต้องอาศัยการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองซะมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การสร้างคีย์เวิร์ด (keyword) จากลักษณะสำคัญและเฉพาะของแอปพลิเคชันนั้นๆของคุณ เช่น ประเภทของแอปพลิเคชัน คุณสมบัติของแอปพลิเคชันของคุณแก้ไขปัญหาอะไรเป็นสำคัญและฟังก์ชั่น การใช้งานของแอปพลิเคชัน นั้นช่วยในเรื่องอะไร แต่ก็พอมีข้อมูลให้ศึกษาอยู่บ้างในเรื่องของการใช้เครื่องมือช่วยต่างๆในการทำASO

สามารถดาวน์โหลด  App Store Optimization Tools 2017 Guide โดย Business of App ได้ที่นี่ค่ะ ดาวน์โหลด

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น ถ้าหากแอปของคุณ เป็นแอปที่มีคุณสมบัติเรื่องของการวางแผนภาษี คุณต้องใช้จินตนาการว่า คนใช้แอปจะเสิร์ชหาคำใดบ้าง ที่มีโอกาสมาเจอแอปพลิเคชันของเราด้วย ซึ่งผู้เขียนคิดมาได้หนึ่งคำซึ่งเป็นเทรนด์ค้นหา Forever นั่นคือคำว่า "วางแผนการเงิน" พิมพ์คำค้นหาตรงๆ ว่า "วางแผนการเงิน" ซึ่งจะมี Application ปรากฎขึ้นมาตามภาพ

จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครคิดจะฉกฉวยโอกาสในการครอบครอง Keyword นี้ไว้ด้วยเลย โดยมุ่งไปแย่งชิง Keyword "วางแผนภาษี" อย่างเดียว ตามภาพ

ทีนี้ล่ะก็ เมื่อหลายแอปมาแย่งชิง Keyword ตัวเดียวกันแบบนี้ ในการจัด Ranking ให้ผลการค้นหาอยู่ใน Top Rank ล่ะก็ขึ้นอยู่กับ ASO รอง ต่างๆแล้วว่า แอปของใครมี Quality Score ที่ดีกว่า

อีกซักตัวอย่างถ้าแอปของคุณเป็นแแอพที่เกี่ยวกับการ "วัดแคลลอรี่" คุณควรต้องบรรจุคีย์เวิร์ดคำว่า "ลดน้ำหนัก" ไปด้วยอย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้แอพปรากฎในอันดับต้นๆ จะเห็นได้ว่า การทำ ASO สำคัญที่การวางโครงสร้าง Keyword ที่มีความ relevance หรือ Keyword ที่เกี่ยวข้องในการค้นหา

เรามาดูขั้นตอนการวางแผน ASO เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหาคีย์เวิร์ดให้แอปพลิเคชันของคุณกันดีกว่าค่ะ

เข้าใจการทำงานของ ASO หลัก

ASO หลักเป็นเรื่องของการหาคีย์เวิร์ดที่จะช่วยให้แอปพลิเคชันอยู่อันดับต้นเมื่อผู้ใช้งานเข้าค้นหา เป้าหมายของ ASO หลัก คือ หาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเพื่อใช้เป็นชื่อแอปพลิเคชัน ของคุณและคำอธิบาย (description) ขั้นตอนการค้นหาคีย์เวิร์ดอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับแอปพลิเคชันของคุณมีดังต่อไปนี้

ขั้นที่1 สร้างคีย์เวิร์ดที่กำหนดวัตถุประสงค์หลักสำหรับแอปพลิเคชันของคุณ
คีย์เวิร์ดนี้ต้องอธิบายว่าแอปพลิเคชันของคุณแก้ปัญหาอะไรเป็นหลัก หรือถ้าเป็นเกมส์ เป็นเกมส์ประเภทใด

ขั้นที่2 สร้างคีย์เวิร์ดจากฟีเจอร์หรือฟังก์ชั่นหลัก
คีย์เวิร์ดเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานการหาข้อมูลจริงในแอปสโตร์ที่คุณตั้งใจจะขึ้นแอปพลิเคชัน

ขั้นที่3 ทดสอบคีย์เวิร์ด
การทดสอบคีย์เวิร์ดของคุณโดยลองค้นหาเองจะช่วยให้คุณสร้างคีย์เวิร์ดที่ทำให้แอปพลิเคชันของคุณอยู่อันดับสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้

ตัวอย่าง

3.1 กรอกคีย์เวิร์ดหลักของคุณ แล้วดูว่ามีเสิร์ชเทอร์ม (search term) หรือคำที่ค้นหาอะไรขึ้นมาบ้าง เช่น ในกูเกิ้ลเพลย์สโตร์ (Google Play store) ค้นหาคำว่า “สูตรอาหาร” แล้วดูว่ามีเสิร์ชเทอร์มอะไรขึ้นมาอีกบ้างใต้แถบค้นหา (search bar) จะเห็นผลการค้นหาที่มีประโยชน์จำนวนมาก จึงควรจำคำเหล่านั้น และรูปแบบเอาไว้ ในกรณีนี้ เราพบคำว่า “ฟรี” ขึ้นมาอย่างน้อย 3 ครั้ง ถ้าคุณมีแอปพลิเคชันฟรี ก็ควรจำไว้ด้วย

 

23107579_10203991476383372_1049372343_o

 
 

23107284_10203991476463374_1735219250_o

 
3.2 กรอกคีย์เวิร์ดอื่นๆ ทีละคำเทียบกับคีย์เวิร์ดหลัก แล้วบันทึกเสิร์ชเทอร์มที่ขึ้นมา ขอยกตัวอย่างเรื่อง คีย์เวิร์ดคำว่า “สูตรอาหาร” ต่อ ลองใช้คำว่า สูตรอาหาร + ไทย แล้วดูว่ามีเสิร์ชเทอร์มอะไรขึ้นมาอีกบ้าง ซึ่งเป็นไปได้หลายอย่าง บางตัวเลือกก็น่าสนใจเพราะมีคีย์เวิร์ดหลายคำต่อกัน (long-tail keyword) (ซึ่งลงรายละเอียดมากขึ้น ทำให้การผลค้นหาเจาะจงยิ่งขึ้น) ดังในตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ปรากฎคำว่า "สูตรอาหารไทย และวิธีทำ" ซึ่งเป็นไอเดีย Keyword ที่น่าสนใจ แต่ถ้ากรอกคีย์เวิร์ดรวมกันหลายคำแล้วไม่พบผลการค้นหาก็ให้จำและบันทึกไว้ว่าไม่พบผลการค้นหา