มาดูกัน G Suite Business ต่างจาก Basic อย่างไรบ้าง

G Suite Business เป็นแพ็คเกจหนึ่งใน Google G Suite หลายคนสงสัยว่าแล้วแพ็คเกจ Business มันมีความพิเศษ และมีความแตกต่างจากแพ็คเกจ Basic ที่กำลังใช้อยู่ปัจจุบันอย่างไร แถมราคาก็สูงกว่าแพ็คเกจ Basic อยู่พอสมควรอีกด้วย

ขอเกริ่นสั้นๆ ก่อนว่า G Suite Business นั้นมีจุดเด่นหลักอยู่ที่การรักษาข้อมูลองค์กรให้มีความปลอดภัยในระดับสูง และยังได้พื้นที่ไดรฟ์ไม่จำกัด ซึ่งเราได้รวบรวมข้อแตกต่างเอาไว้ในบทความนี้ และฟีเจอร์ดังต่อไปนี้ที่คุณจะพบนอกเหนือจากฟีเจอร์ทั้งหมดใน G Suite Basic

  1. พื้นที่เก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด

ผู้ใช้แต่ละคนในองค์กรสามารถใช้ G Suite Business ในการเก็บข้อความ Gmail, Google Photos และไฟล์ในไดรฟ์ได้ไม่จำกัด แต่ถ้าคุณมีผู้ใช้ไม่เกิน 4 คนในองค์กร ผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูล 1 TB

  2. Google Cloud Search

นอกจากนี้ คุณสามารถใช้ Google Cloud Search ดำเนินการดังต่อไปนี้ได้

  • ค้นหาข้อมูลทั้งหมดภายในองค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Docs, Calendar และบริการอื่นๆ ใน G Suite
  • คุณจะได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากระบบให้ความช่วยเหลือ

  3. Team Drive

ความพิเศษของ Team Drive ที่แตกต่างจาก Google Drive ปกติคือ ไฟล์จะเป็นของส่วนกลางแทนที่จะเป็นของพนักงานคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น หากมีพนักงานคนใดออกจากทีม หรือองค์กร ไฟล์นั้นจะยังคงอยู่ที่เดิมเพื่อให้พนักงานคนอื่นๆ สามารถแชร์ข้อมูลและทำงานให้สำเร็จต่อไปได้

  4. App Maker

App Maker เป็นระบบ IDE บนคลาวด์ มีตัวลากและวาง UI และมีเทมเพลตข้อมูลต่างๆ ทำให้โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องเขียนโปรแกรมมากในการสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมาใหม่ ใช้ได้ทั้งภาษา HTML, CSS, Javascript ความโดดเด่นของ App Maker มีดังนี้

  • รองรับการใช้งาน Cloud SQL ในตัว (ต้องใช้บัญชี GCP) และรอบรับโมเดล Bring Your Own Database หรือ BYODB เชื่อมต่อคาต้าเบสขององค์กรได้ผ่าน JDBC หรือ REST API
  • UI แบบลากและวาง สร้างแบบจำลองข้อมูลช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบและสร้างแอพพลิเคชันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ใช้ Apps Script ในการเข้าถึงบริการต่างๆของ Google, Google Cloud Platform และบริการอื่นๆ ของ Google ได้ และยังเข้าถึงบริการ third party ที่รองรับ JDBC และ REST
  • ผู้ที่เป็น Admin ดูแลระบบสามารถมองเห็นแอปที่ทำงานในองค์กรของตนได้ ป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันทำงานได้โดยไม่ได้รับการอนุมัติ

  5. การควบคุมของผู้ดูแลระบบ

– เก็บข้อมูลแบบถาวรด้วย Vault

ใช้ Vault ในการเก็บรักษา จัดเก็บ ค้นหา และส่งออกข้อมูลขององค์กรเพื่อใช้กับ eDiscovery ตามนโยบายและข้อกำหนดขององค์กร

– การรายงานขั้นสูง

  • การรายงานการตรวจสอบไดรฟ์ขั้นสูง การแจ้งเตือนที่กำหนดเอง และ APIs
  • การตรวจสอบอุปกรณ์เคลื่อนที่และการแจ้งเตือน เช่น เมื่อมีการเจาะระบบของอุปกรณ์

– การแจ้งเตือนกิจกรรมในไดรฟ์

รับการแจ้งเตือนกิจกรรมของไดรฟ์ในแบบที่กำหนดเองได้ เช่น เมื่อแชร์เอกสารนอกโดเมน

– คีย์ความปลอดภัย

ปรับใช้และเฝ้าติดตามคีย์ความปลอดภัยขององค์กร

– การควบคุมพิเศษตามนโยบายองค์กร

จำกัดงานต่างๆ ให้กับผู้ใช้แบบเจาะจงได้มากขึ้นตามหน่วยขององค์กร

  • ซิงค์ไฟล์ในไดรฟ์กับไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์
  • แชร์ไฟล์ในไดรฟ์และเครื่องมือแก้ไขเอกสารนอกองค์กร หรือเฉพาะกับโดเมนภายนอกที่อนุญาต
  • ใช้เครื่องมือแก้ไขเอกสารแบบออฟไลน์
  • เปิดไฟล์ในเว็บแอปภายนอกที่ติดตั้งจาก Chrome เว็บสโตร์ ในฐานะผู้ดูแลระบบ คุณเป็นผู้กำหนดว่าจะให้ผู้ใช้เปิดไฟล์ในไดรฟ์โดยใช้แอปของบุคคลที่สามและสคริปต์ของ Google Apps ที่ใช้ Google Drive API ได้หรือไม่ ผู้ใช้บางคนใช้แอปเหล่านี้ (เช่นที่พบใน Chrome เว็บสโตร์) เพื่อแก้ไขรูปภาพและวิดีโอ ส่งแฟกซ์และเซ็นต์เอกสาร จัดการโครงการ สร้างแผนภาพขั้นตอน และอื่นๆ นอกจากนี้ คุณยังกำหนดได้ว่าจะให้ผู้ใช้ในองค์กรใช้ Drive API เพื่อเข้าถึงเนื้อหาในไดรฟ์จากโดเมนของคุณโดยการเขียนโปรแกรมได้หรือไม่
  • ใช้ส่วนเสริมของเอกสาร (Google Apps Script) ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์รายอื่นสร้างขึ้น คุณจะติดตั้งส่วนเสริมเพื่อให้ใช้งาน Google Docs, Sheets, Slides, และ Forms ได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างของส่วนเสริมประกอบด้วยระบบการอนุมัติเอกสาร, แอปลายเซ็นต์ดิจิทัล, การแก้ไขรูปภาพขั้นสูงสำหรับงานนำเสนอ และเครื่องมือสำหรับการทำงานในระบบอื่นๆ เช่น Salesforce

ทั้งหมดนี้ที่เรานำมาเสนอเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หากคุณมีข้อสงสัย และคำถาม คุณสามารถสอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษากับทีมงานของเราได้เลย ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย