Appsheet no code

ไม่ต้องเขียน Code ก็สร้าง Application ได้จริงเหรอ?

จริง! เพียงแค่มี AppSheet ผลิตภัณฑ์จากทาง Google คุณก็สามารถสร้าง Application ได้แล้ว ง่ายมาก ไม่ต้องเขียน Code ย้ำ! ไม่ต้องเขียน Code ด้วยความที่สมัยนี้อะไร ๆ ก็เป็นดิจิทัลไปซะหมด หลาย ๆ องค์กรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและพัฒนาให้ก้าวทันโลกปัจจุบัน หลาย ๆ คน ก็เริ่มสร้างธุรกิจใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งตัว AppSheet นี้ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้องค์กรของคุณสามารถสร้างแอปพลิเคชันไว้ใช้ในองค์กรได้โดยที่ไม่ต้องมีความรู้ทางไอทีหรือเทคโนโลยีที่ดูจะเข้าใจและเข้าถึงยากเหลือเกิน  หากลองนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่กว่าจะสร้างแอปพลิเคชันนึงขึ้นมานั้นต้องใช้เวลาในการเขียน Code ยาวนานและยากมาก ๆ แถมยังต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้างอีก แต่หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้ อะไร ๆ ก็ถูกปรับให้ง่ายขึ้น สร้างง่าย ใช้งานง่าย ออกแบบตามวัตถุประสงค์เองได้เลย AppSheet X Google AppSheet สามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์จากทาง Google ได้ เช่น Google Data Studio และ Google Workspace (Google Docs, Sheets, Forms, Drive, และอื่น ๆ) คุณสามารถสร้างฐานข้อมูลเองได้โดยใช้เครื่องมือเหล่านี้ที่หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินและเคยใช้งานกันมาบ้างแล้ว ซึ่งทำให้การใช้งาน AppSheet นั้นดูง่ายขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า AppSheet ช่วยอะไรได้บ้าง? ออกแบบได้ตามต้องการเพื่อแก้ไขปัญหาในองค์กร องค์กรของคุณสามารถกำหนดรูปแบบของแอปพลิเคชันได้ตามต้องการ ตัวอย่างเช่น บริษัทคุณมีปัญหาเรื่องการเช็คชื่อพนักงาน ไม่รู้จะว่าพนักงานเข้า – ออกงานตรงตามเวลาหรือไม่ คุณสามารถนำปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรมาสร้างแอปพลิเคชันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ทั้งยังทำให้บริษัทของคุณดูทันสมัยและมีการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้นอีกด้วย ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการทำงาน จากเดิมที่คุณต้องส่งเอกสารเพื่อดำเนินเรื่องอะไรสักอย่างในบริษัท คุณจะต้องกรอกแบบฟอร์มและรอดำเนินการซึ่งก็ไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะดำเนินการเสร็จเนื่องจากต้องส่งเอกสารไปยังหลายฝ่าย ใช้เวลาก็หลายวัน แต่ถ้าคุณมี AppSheet คุณลืมขั้นตอนเหล่านั้นไปได้เลย คุณสามารถกรอกข้อมูลผ่านแอปและระบบจะทำการส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้โดยอัตโนมัติ เสร็จภายในไม่กี่นาที สร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นให้กับองค์กร การทำงานแบบเดิม ๆ จะไม่จำเป็นอีกต่อไป หากองค์กรของคุณมีเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์การทำงานของพนักงานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น มีแอปที่คอยช่วยจัดการให้การทำงานมีความรวดเร็วและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้องค์ของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพและมีความน่าเชื่อมากขึ้น หากคุณมีความสนใจนำ AppSheet นี้ไปปรับใช้กับองค์กรของคุณ คุณสามารถซื้อบริการแยกได้ ยิ่งไปกว่านั้นทางเรามีโปรโมชันสุดคุ้มให้ ถ้าคุณซื้อบริการ...

Continue reading

สรุป 6 เทรนด์การสร้าง CX ปี 2022 สำหรับธุรกิจ จากงาน The New Way of CX

สำหรับผู้ทำธุรกิจ การศึกษาเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปรียบเสมือนมนุษย์ที่ศึกษาข่าวโควิด-19 เราต้องทำการอัปเดตและตามความเปลี่ยนแปลงให้ทันอยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบรับกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งวันนี้เราได้สรุป 6 เทรนด์การสร้าง CX (Customer Experience) ที่เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับปี 2022 โดย ดร.วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ CEO Founder ของบริษัท Demeter ICT ได้นำมาบรรยายในงานสัมมนา ‘The New Way of CX: ถอดรหัสประสบการณ์ลูกค้ายุคใหม่ ปลดล็อกธุรกิจให้ก้าวทันโลกปี 2022 ด้วย Zendesk’ ที่ผ่านมา จะมีเทรนด์อะไรบ้าง มาร่วมถอดรหัสไปด้วยกันได้เลย! 6 เทรนด์การสร้าง CX สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2022 มีอะไรบ้าง? 1. สร้างความสมดุลระหว่างการใช้คนและใช้ AI ในการบริการลูกค้า เพราะการนำ AI เช่น AI Chatbot มาใช้ในธุรกิจก็จะช่วยแบ่งเบาภาระในงานส่วนของการบริการเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากการจัดวางสมดุลระหว่างการใช้คนกับ AI ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นดาบสองคมในการทำลาย CX ที่ลูกค้าจะได้รับก็เป็นได้ 2. สร้างการบริการลูกค้าที่เป็นส่วนตัว ส่วนตัวในที่นี้หมายถึงเรารู้จักว่าลูกค้าคนนี้คือใคร? ต้องการอะไร? ซื้ออะไรกับเราไปบ้าง? ติดต่อเรามาแล้วกี่รอบ? ไม่ต้องให้ลูกค้าอธิบายซ้ำหลายรอบให้วุ่นวายยิ่งเป็นการเพิ่ม CX ที่ดีให้กับลูกค้ามากขึ้น 3. สร้างกลไกในการรับข้อเสนอแนะจากลูกค้าที่เป็นระบบ โดยที่ให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็นในส่วนต่าง ๆ ว่าสิ่งที่เขาได้รับบริการจากเราไปดีหรือไม่ดีตรงไหน? มีส่วนไหนที่อยากให้ปรับปรุงบ้าง? เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำเอาความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงในกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 4. สร้างชุมชน (Communities) สำหรับลูกค้าเพื่อให้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างลูกค้ากับธุรกิจ ซึ่งบริษัทที่ทำแบบนี้ เช่น Apple, Google หรือ Zendesk เองก็มีชุมชนให้ลูกค้าที่ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอิสระ แล้วยังช่วยสร้าง Brand Loyalty ในระยะยาวอีกด้วย 5. สร้างช่องทางในการบริการลูกค้าที่มากกว่าหนึ่งช่องทาง (Multichannel) เพราะลูกค้ามักจะเลือกช่องทางการติดต่อสื่อสารที่พวกเขาสะดวกหรือใช้เป็นประจำ ธุรกิจจึงต้องสร้างช่องทางต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้บริโภคที่เข้ามาจากหลากหลายทาง 6. สร้างระบบบริการตนเอง (Self-service) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบการบริการตัวเองและไม่ชอบรอ เทรนด์การบริการลูกค้า Self-service...

Continue reading

Google Meet รองรับคนเข้าร่วมประชุมได้สูงสุดถึง 500 คน แล้ว!

Google Meet รองรับคนเข้าร่วมประชุมได้สูงสุดถึง 500 คน! หนึ่งในแอปพลิเคชันชุดการทำงานจาก Google Workspace ที่เราภูมิใจนำเสนอนั่นคือ Google Meet แอปพลิเคชันจัดประชุมออนไลน์ผ่านวิดีโอ เสียง และข้อความ ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานของคุณกับผู้ร่วมงาน ปัจจุบัน Google Meet สามารถรองรับการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมได้สูงสุดถึง 500 คน การเพิ่มขนาดการประชุมทำให้การเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และคนอื่นๆง่ายมากยิ่งขึ้น แพ็กเกจที่พร้อมใช้งาน Google Workspace Business Plus, Enterprise Standard, Enterprise Plus, และ Education Plus อัปเกรดแพ็กเกจหรือสมัครแพ็กเกจเพื่อรับบริการจาก Google Workspace กับ ดีมีเตอร์ ไอซีที ตัวแทนผู้ให้บริการ Google Workspace ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เรามีแพ็กเกจพร้อมบริการเสริมแบบครบวงจรที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกธุรกิจแบบครบจบในที่เดียว เปลี่ยนการทำงานร่วมกันที่แสนยุ่งยากให้ง่ายขึ้นด้วย Google Workspace พื้นที่การทำงานร่วมกันแบบ Real-time ที่เหมาะกับสถานการณ์การปัจจุบันและเป็นพื้นที่แห่งอนาคตที่ไม่ว่าคุณและเพื่อนร่วมงานของคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานร่วมกันได้ทันทีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นำองค์กรของคุณก้าวสู่อนาคตไปกับ ดีมีเตอร์ ไอซีที อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจเพิ่มเติม Google Meet เปลี่ยนพื้นหลังบนโทรศัพท์และแท็บเล็ตได้แล้ว ไปดูวิธีกันเลย! Google Meet เปิดใช้งานฟีเจอร์การล็อกเสียงหรือวิดีโอของผู้เข้าร่วมได้แล้ว! Google Meet VS Microsoft Team เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร? Google Workspace เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด ตัวแทนจำหน่าย Google Workspace ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ รายละเอียดแพ็กเกจและราคา Google Workspace 02 030 0066...