งานสัมมนาออนไลน์ Agentic AI for Marketers 2026: Turning Conversations into Measurable Revenue

เมื่อ AI สำหรับนักการตลาดในปี 2026 ทำได้มากกว่าที่คุณคิด ด้วยพลังของ AGENTIC AI Webinar นี้จะพาคุณไปอัปเดต เทรนด์ AI สำหรับนักการตลาดปี 2026พร้อมเจาะลึกแนวคิดของ Agentic AI – AI ยุคใหม่ที่ไม่ได้แค่ช่วยคิด ช่วยออกแบบแคมเปญ หรือช่วยตอบข้อความแต่สามารถ เข้าใจลูกค้า วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และขับเคลื่อน Action ทางการตลาดได้อัตโนมัติ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและรายได้ที่ วัดผลได้จริง คุณจะได้เรียนรู้ว่า… AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักการตลาดและโอกาสในการสร้างรายได้ในปี 2026 อย่างไร? Agentic AI มีความต่างจาก AI แบบเดิมอย่างไร? และสำคัญกับนักการตลาดอย่างไร? โอกาสที่จะเปลี่ยน Conversational Marketing จากแค่ “แชทกับลูกค้า” ให้กลายเป็น Revenue ได้อย่างไร? หากคุณเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการ เพิ่มยอดขายจากช่องทางแชท สร้าง ROI ที่วัดผลได้และเตรียมพร้อมสู่การตลาดปี 2026 Webinar นี้คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด ลงทะเบียนได้เลย! ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน *เข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย* ข้อมูลเพิ่มเติม งานสัมมนาออนไลน์ลงทะเบียนและเข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บรรยายผ่านช่องทาง Google Meet (ลิงก์จะส่งให้หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น) ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Days Hours Minutes Seconds...

Help me schedule

ฟีเจอร์ใหม่! Help me schedule จัดการตารางเวลาได้ง่ายๆ ในคลิกเดียว

ในโลกการทำงานที่รวดเร็ว การหาเวลาว่างที่ตรงกันสำหรับทีมขนาดใหญ่หรือลูกค้าคนสำคัญถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใช้เวลามากที่สุด ดังนั้นเพื่อยกระดับความคล่องตัว เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ Help me schedule ฟีเจอร์ที่จะช่วยจัดการตารางเวลาของคุณได้ในคลิกเดียว Help me schedule คืออะไร? Help me schedule คือ ฟีเจอร์ช่วยนัดหมายผ่าน Gmail โดยมี Gemini ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการค้นหาตารางเวลาของทุกคนแล้วสรุปออกมาเป็นข้อมูลเวลาที่ว่างตรงกัน ซึ่งคุณสามารถแนบตารางนี้ลงในอีเมลได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดหลายหน้าต่าง หลายแอป และไม่ต้องรอนานอีกต่อไป How to: วิธีการใช้ Help me schedule เปิด Gmail เลือก Compose (เขียนอีเมล) ไปที่แท็บเมนูด้านล่าง คลิก Help me schedule 3. จากนั้น Gemini จะทำการวิเคราะห์ตารางเวลา (Google Calendar) ของผู้ส่ง ผู้รับ และผู้ที่อยู่ใน CC เพื่อค้นหาเวลาว่างตรงกัน แล้วแนบลงใน Gmail 4. Gemini จะทำการเสนอเวลาโดยแบ่งเป็น 2 วันและ 2 เวลา ดังรูป 5. หากคุณต้องการแก้ไข ให้กดปุ่มรูปดินสอที่มุมบนขวา จากนั้นเลือกเวลาที่ต้องการเสนอใหม่  6. เมื่อผู้รับได้รับอีเมลและคลิกเลือกเวลาแล้ว Google Calendar จะทำการส่ง Event Confirmed เพื่อจองเวลานัดหมายไปยังผู้เกี่ยวข้องทันที โดยที่คุณไม่ต้องส่งอีเมลนัดหมายเองภายหลัง ตัวอย่างอีเมลคอนเฟิร์มที่ได้รับ โดยสรุปแล้วฟีเจอร์ Help me schedule คือตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนการนัดหมายให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานภายในทีมหรือกับลูกค้า ฟีเจอร์นี้ก็พร้อมตอบโจทย์ด้วยความสะดวกที่เหนือกว่าเดิม ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและจัดการตารางงานให้ลงตัวได้เพียงแค่คลิกเดียว นอกจาก Google Calendar แล้วยังมีแอปพลิเคชันและฟีเจอร์เพื่อการทำงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Help me write ใน Docs และ Gmail, Help me design...

Continue reading
ติดปีกองค์กรด้วย AppSheet

ติดปีกองค์กรด้วย AI ใน 7 วัน: ผสานพลัง AppSheet และ Vertex AI บน GCP

ในยุคที่ทุกธุรกิจโดนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีคำถามของผู้บริหารไม่ใช่ “เราควรใช้ Generative AI ไหม?” แต่เป็น “เราจะนำ AI มาปลดล็อกข้อมูลภายในองค์กรให้ใช้งานได้จริง ปลอดภัย และรวดเร็วที่สุดได้อย่างไร?” ความท้าทายที่หลายองค์กรต้องเผชิญคือ อยากได้แอปพลิเคชัน AI เฉพาะทางที่เข้าใจคู่มือ นโยบาย หรือข้อมูลลูกค้าของบริษัท แต่ต้องเจอกับข้อจำกัดคลาสสิก: ขาดแคลนโปรแกรมเมอร์: ทีม IT คิวยาวเหยียด ไม่มีเวลาเขียนโค้ดหน้าบ้าน กังวลเรื่องความปลอดภัย: พนักงานแอบนำข้อมูลความลับบริษัทไปวางใน AI สาธารณะ เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล AI มโนคำตอบ (Hallucination): AI ทั่วไปไม่ได้เทรนด้วยข้อมูลจริงขององค์กร ทำให้ตอบหลุดประเด็น Demeter ICT ขอแนะนำโซลูชันปลดล็อกทุกข้อจำกัด ด้วยการจับคู่กันของ AppSheet (No-code Application) หน้าบ้าน และ Vertex AI บน Google Cloud (GCP) สมองกลอัจฉริยะหลังบ้าน ที่สามารถเนรมิตระบบให้พร้อมใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว 🤝 โครงสร้างความสำเร็จ: หน้าบ้าน No-code หลังบ้าน AI ระดับโลก 1. หน้าบ้านทำงานไวด้วย AppSheet (No-code Platform) แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนฐานข้อมูลเดิมขององค์กร (เช่น Google Sheets หรือ BigQuery) ให้กลายเป็นเว็บหรือแอปพลิเคชันบนมือถือได้ทันที พนักงานใช้งานง่าย มี UI ที่คุ้นเคย โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว 2. สมองกลอัจฉริยะด้วย Vertex AI (GCP) เรานำ Data หรือ Knowledge (คู่มือ, เอกสารนโยบาย, ประวัติองค์กร) ไปทำการเชื่อมต่อกับโมเดลระดับโลกอย่าง Gemini ผ่านสถาปัตยกรรมอัจฉริยะ ทำให้ AI สามารถอ่าน วิเคราะห์ และตอบคำถามโดยอ้างอิงจากความรู้ขององค์กรคุณ 100% 3. ระบบความปลอดภัยระดับ Enterprise...

Continue reading

ทำไมองค์กรระดับ Enterprise ที่มี Customer Data Platform (CEP/CDP) ถึงควรเชื่อมต่อระบบกับ Zendesk?

ในยุคที่ Data-Driven คือหัวใจหลักของการเติบโต องค์กรระดับ Commercial และ Enterprise ในไทยต่างลงทุนมหาศาลในการสร้างฐานข้อมูลลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Customer Engagement Platform (CEP) หรือ Customer Data Platform (CDP) เพื่อรวบรวมพฤติกรรมและยิงแคมเปญการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล  (Hyper-Personalization) ทว่าความท้าทายที่องค์กรขนาดใหญ่มักจะมองข้ามไปคือ “ข้อมูลฝั่งบริการลูกค้า (Service Data) มักจะถูกแยกเก็บไว้ต่างหาก ไม่ได้นำมาเชื่อมต่อกับข้อมูลส่วนอื่นของบริษัท” หากระบบฝั่งการตลาด (CEP หรือ CDP) ไม่เชื่อมต่อกับระบบดูแลลูกค้าหลังบ้าน (Customer Support) ข้อมูลที่คุณเชื่อว่าสมบูรณ์แบบ อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้องค์กรสูญเสียรายได้อย่างน่าเสียดาย ลองนึกภาพตามว่า ทีมการตลาดของคุณวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็น VIP จึงให้ระบบ Customer Engagement Platform ยิงการแจ้งเตือน (Push Notification) เพื่อมอบข้อเสนอพิเศษในการกระตุ้นยอดขาย แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าท่านนั้นกำลังติดปัญหาสินค้าชำรุด ใช้งานไม่ได้ และอยู่ระหว่างการติดต่อฝ่ายบริการเพื่อร้องเรียน การยิงโฆษณาไปขายของเพิ่มในเวลาที่ลูกค้ากำลังเผชิญปัญหา ไม่เพียงแต่จะปิดการขายไม่ได้ แต่ยังเป็นการ “ทำลายความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ทันที” นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จึงต้องนำระบบ Zendesk เข้าไปเชื่อมต่อ เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศข้อมูลลูกค้า (Customer Data Ecosystem) ให้สมบูรณ์ 3 เหตุผลสำคัญที่องค์กรระดับ Enterprise ต้องเชื่อมโยง Customer Data เข้ากับ Zendesk 1. สร้างมุมมองลูกค้าแบบ “360-Degree Customer View” ที่แท้จริง ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อหรือการเปิดดูอีเมลเป็นเพียงมิติเดียวเท่านั้น ข้อมูลความพึงพอใจ ปัญหาที่พบ และประวัติการเคลมสินค้า เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน Pain Point ของ Enterprise: ข้อมูลกระจัดกระจาย ทีมบริการไม่ทราบว่าลูกค้าเพิ่งได้รับแคมเปญใดจากฝั่งการตลาด ส่วนฝั่งการตลาดก็ไม่มีข้อมูลว่าลูกค้าคนนี้กำลังมีกรณีร้องเรียนใดค้างอยู่ เมื่อเชื่อมต่อ Zendesk: ข้อมูลของทั้งสองฝั่งจะส่งถึงกันและกันโดยอัตโนมัติ ทีมบริการลูกค้า: จะเห็นประวัติการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) จากระบบ CEP/CDP...

Continue reading
May 2026 - Asana features updated

Asana Features Updated ประจำเดือนพฤษภาคม 2026

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic New out out-of-office entry point + multiple entries: สามารถเพิ่มรายการวันลางานได้หลายช่วงเวลาในที่เดียว ไม่ว่าจะลาพักร้อน ลากิจ หรือเดินทาง ช่วยให้ข้อมูลการลางานอัปเดตตรงกันทั้งบนเว็บและมือถือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Find @mentions more easily in email + product: แสดง @Mention ให้เด่นและชัดขึ้นใน Inbox และอีเมลสรุปงานประจำวัน เพื่อให้คุณค้นหาและตอบกลับได้สะดวกยิ่งขึ้น Inbox filters for messages and status updates: กรอง Inbox ให้แสดงเฉพาะข้อความหรือการอัปเดตสถานะที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณโฟกัสเฉพาะการแจ้งเตือนที่สำคัญได้ง่ายขึ้น Edit personalization fields in Settings: อัปเดตข้อมูลตำแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ และรายละเอียดอื่น ๆ ได้เองจากหน้า Settings หลังจากตั้งค่าบัญชีแล้ว สำหรับ Asana Package Starter และ Premium Google Drive and OneDrive links in Chat: เปิดไฟล์จาก Google Drive และ OneDrive ใน Chat ได้ทันที เพียงแชร์ลิงก์ไฟล์ที่รองรับ Smart Chat โดยไม่ต้องแนบไฟล์ใหม่ Project roles in rule actions: สร้างโปรเจกต์แล้วกำหนด Role ให้ทีมได้อัตโนมัติ โดยตั้งค่าไว้ใน Rule เพียงครั้งเดียว ระบบจะใส่หน้าที่ของแต่ละคนให้ทันทีเมื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่จาก Template ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่...

Continue reading
Appier Customer Success Story - Pop Mart with BotBonnie

ถอดสูตร! POP MART ไต้หวัน ยกระดับการทำ OMO ด้วย BotBonnie ดันยอดร่วมกิจกรรมพุ่ง 90% และ LINE โตแรง 210%

POP MART แบรนด์อาร์ตทอย (Designer Toys) และ กล่องสุ่ม (Blind Box) ระดับโลก ที่สร้างกระแสความฮิตและปรากฏการณ์คอลเลกชันอย่าง MEGA Collection จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการสะสมของเล่นศิลปะไปทั่วโลก แต่เบื้องหลังความสำเร็จในการกระจายสินค้าแบบลิมิเต็ด (Limited-edition) ที่มีผู้ต้องการครอบครองจำนวนมหาศาลนั้น มีความท้าทายในการจัดการระบบหลังบ้านเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกรณีศึกษาของ POP MART จากไต้หวัน ที่จับมือกับ BotBonnie แพลตฟอร์ม Conversational Marketing ในการทำ OMO (Online-Merge-Offline) Transformation ที่สามารถแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า และสร้างความเติบโตให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง จากการทำตลาดผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งร้านค้า Flagship Stores, ตู้ขายของอัตโนมัติ (AI-powered Roboshops) และแพลตฟอร์มดิจิทัลอีกมากมาย ไปดูกันเลย! เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! OMO คืออะไร? OMO หรือ Online-Merge-Offline คือ การผสานข้อมูลจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งในการเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสมาชิก สต็อกสินค้า และกิจกรรมทางการตลาดทุกส่วนเข้าด้วยกัน สร้างประสบการณ์การซื้อขายที่ไร้รอยต่อ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ช่องทางไหน อ่านเพิ่มเติมแบบเต็ม ๆ ได้ ที่นี่ เป้าหมายหลักของ POP MART ไต้หวัน ก่อนใช้งาน BotBonnie ต้องการเพิ่มความโปร่งใสและความยุติธรรมในการขายสินค้าประเภท Limited-edition ด้วยระบบ OMO (Online-Merge-Offline) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกระดับ Customer Engagement ผ่านช่องทาง LINE OA และ Messenger โดยการส่งแจ้งเตือนเฉพาะบุคคล (Personalized Notification) แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่ม Conversation rate (CVR) ลดต้นทุนด้านการบริการลูกค้าด้วยการตอบแชทลูกค้าแบบอัตโนมัติ (AI Chatbot Automation) ความท้าทายของ POP MART จากระบบ Manual ที่สร้างความสับสนและเสี่ยงต่อการกักตุน ในอดีต...

Continue reading
Transforming-Work-Management-Platform-into-Executive-Intelligence-with-Asana

พลิกโฉม ‘Work Management Platform’ สู่ ‘Executive Intelligence’ ด้วย Asana

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น หลายองค์กรพยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มทีมงาน เพิ่มโปรเจกต์ และอัดแน่นตารางการประชุมจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่ผู้บริหารจำนวนมากก็ยังคงต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ตอนนี้องค์กรของเรากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง?” ปัญหาของธุรกิจยุคดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่การขาดข้อมูล แต่คือการขาด “Real-time Visibility” หรือ การมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์และสถานะของงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในองค์กรอย่างแท้จริง กว่าที่รายงานจะสรุปส่งถึงมือผู้บริหาร ความเสี่ยงก็อาจกลายเป็นความเสียหายไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากโปรเจกต์ที่ล่าช้า ทีมงานเริ่มเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือปัญหาคอขวดงานกระจุกตัว ที่ไม่มีใครมองเห็น นี่คือเหตุผลที่หลาย ๆ องค์กร เริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการใช้เครื่องมือแบบเดิม ๆ มาสู่การใช้ Work Management Platform อย่าง Asana ที่ปรับโฉมจาก “เครื่องมือสั่งงาน” สู่ “ระบบ Executive Intelligence” ระดับโลกที่แท้จริง Asana แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือจัดการงานและโปรเจกต์ หลายคนอาจรู้จัก Asana ในฐานะเครื่องมือจัดงาน (Work Management Platform) หรือจัดการโปรเจกต์ (Project Management Platform) แต่สำหรับการทำงานปัจจุบัน ต้องการเครื่องมือที่มีความคล่องตัวสูง Asana จึงได้ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น แพลตฟอร์มบริหารงานสำหรับองค์กร ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันของทุกทีมและทุกระดับ (Single Source of Truth) Asana เป็นผู้ช่วยการทำงานในทุกระดับทั้ง: ทีม Operation ที่ช่วยลดงาน Manual หรืองานประจำวันที่ไม่สร้างมูลค่าให้กับบริษัท (Work about work) ทีม Management ที่ช่วยลดกำแพงการทำงานแบบ Silo ให้มองเห็นความคืบหน้าของโปรเจกต์ พร้อมการบริหารทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพทั้งคนและงานให้สมดุลกันมากขึ้น ทีม Organization ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นภาพของงานและโปรเจกต์ทั้งหมดได้ในที่เดียว ไม่ต้องคอยรวบรวมข้อมูลจาก Spreadsheet, Email, LINE หรือการประชุมหลายรอบ ที่อาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงให้กับองค์กร สามารถเข้าถึงข้อมูลบน Asana และตัดสินใจได้ทันที เมื่อทุกทีมและทุกระดับรับรู้หน้าที่ของตัวเองและเป้าหมายขององค์กรที่ตรงกัน ก็มั่นใจได้ว่าทุกคนจะโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำไมองค์กรไปต่อไม่ได้ ถ้าคุณยังมองไม่เห็นปัญหา? เพราะเมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ความซับซ้อนของงานก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โปรเจกต์หนึ่งอาจต้องทำงานร่วมกันกับหลาย ๆ ทีม (Cross-team collaboration)...

Continue reading
What's new in Gemini 3.5 model

Gemini 3.5 มาแล้ว! อัปเกรดรอบนี้เก่งขึ้นแค่ไหน มีอะไรใหม่บ้าง?

ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของ AI ด้วยการเปิดตัว Gemini Model 3.5 ทั้งในรุ่น Flash และ Thinking ที่จะมาเปลี่ยนนิยามคำว่า “ฉลาดแต่ช้า” หรือ “เร็วแต่ไม่ลึก” ให้กลายเป็นความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม มอบประสบการณ์การใช้งานที่ทั้งคุ้มค่าและชาญฉลาดในทุกมิติ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลจากผลทดสอบการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นถึงการยกระดับประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gemini 3.5 คือโมเดลที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากที่สุดในขณะนี้! Gemini Model 3.5 ดีกว่าเดิมอย่างไร? 1. ฉลาด เร็ว ลึก แน่นอนว่าการอัปเกรดโมเดลใหม่ย่อมมาพร้อมกับความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม ซึ่งจากการทดสอบใช้งานจริง Gemini 3.5 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะที่รอบด้านมากขึ้นอย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์หลักคือ: ฉลาด (Smart): ให้ข้อมูลที่แม่นยำสูง รองรับการอัปเดตแบบ Real-time พร้อมการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และเป็นธรรมชาติมากขึ้น เร็ว (Fast): Gemini 3.5 สามารถประมวลผลและสร้างสรรค์คำตอบด้วยความเร็วระดับมิลลิวินาที (เร็วกว่าวินาทีหลายเท่า!) ลึก (Deep): ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลให้ลึกยิ่งขึ้น พร้อมระบบแสดงแหล่งที่มาของข้อมูลโดยอัตโนมัติเพื่อความน่าเชื่อถือในทุกคำตอบ 2. ระบบ Dynamic Thinking ช่วยสลับโมเดลอัตโนมัติให้เหมาะกับงาน ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่ต้องคอยสลับโมเดลให้เหมาะสมกับประเภทงานด้วยตนเอง เพราะ Gemini 3.5 มาพร้อมระบบการประมวลผลแบบ ‘Dynamic Thinking’ ที่สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเบื้องหลังให้สอดคล้องกับระดับความซับซ้อนของคำสั่งได้โดยอัตโนมัติ หมายความว่า ระบบจะมีการประเมินความยาก-ง่ายของคำสั่ง แล้วเลือกโมเดล 3.5 Flash หรือ 3.5 Thinking โดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าใดๆ คำแนะนำ: คุณสามารถเปิดใช้งานโมเดล Flash ทิ้งไว้ได้เลย เพื่อรองรับประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัวและสะดวกสบายสูงสุดในทุกสถานการณ์ 3. ลด Token เพิ่มโควตาการใช้งาน ด้วยประสิทธิภาพของระบบ ‘Dynamic Thinking’ ทำให้การจัดสรรปริมาณ Token เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากเดิมหากมีการตั้งค่าใช้งานโมเดลที่มีความซับซ้อนสูง (Thinking Model) กับคำถามทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน ระบบจะยังคงดำเนินกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึกตามการตั้งค่าเดิม ส่งผลให้เกิดการใช้ Token จำนวนมากโดยไม่จำเป็น ...

Continue reading
CDP คือ

CDP คืออะไร? ทุกเรื่องที่นักการตลาดต้องรู้เกี่ยวกับ Customer Data Platform ปี 2026

ในยุคที่ข้อมูลลูกค้าเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ ธุรกิจมากมายต่างแข่งขันกันเก็บข้อมูลลูกค้า แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?” หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญปัญหาข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจาย ยิงแอดไม่แม่นยำ หรือไม่สามารถทำการตลาดแบบ Personalization ได้อย่างที่ต้องการ สิ่งที่คุณกำลังตามหาอาจจะเป็นเครื่องมืออย่าง “CDP” บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า CDP คืออะไร? ทำไมแบรนด์ชั้นนำระดับโลกส่วนใหญ่ถึงต้องมี และมันจะเข้ามาพลิกธุรกิจของคุณในปี 2026 ได้อย่างไร? เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! CDP คืออะไร? นิยามและความหมายแบบเข้าใจง่าย CDP หรือ Customer Data Platform คือ แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) นำมาจัดระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบรวมศูนย์เพียงหนึ่งเดียว (Single Customer View) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้นักการตลาดสามารถดึงข้อมูลชุดนี้ไปใช้งานร่วมกับเครื่องมือการตลาดอื่น ๆ เพื่อสร้างแคมเปญที่ตรงใจกับลูกค้ามากที่สุด หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ Customer Data Platform (CDP) คือ สมองส่วนกลางของการทำการตลาด ที่คอยบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อให้นักการตลาดนำไปใช้ทำแคมเปญต่อนั่นเอง ทำไมธุรกิจถึงต้องการ CDP และปัญหา Data Silo คืออะไร? แม้หลายธุรกิจจะมีเครื่องมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ POS, ระบบ CRM, เว็บไซต์ E-commerce หรือแอปพลิเคชัน แต่ปัญหาที่มักพบคือ ‘ข้อมูลไม่ซิงก์กัน’ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Data Silo Data Silo คือ ภาวะที่ข้อมูลถูกเก็บแยกกันอยู่ตามแต่ละแผนกหรือแต่ละระบบอย่างกระจัดกระจาย เช่น: ทีม Marketing: มีข้อมูลว่าลูกค้าคลิกโฆษณาและคลิกดูสินค้าชิ้นไหน? ทีม Sales: มีข้อมูลว่าลูกค้าโทรมาสอบถามแพ็กเกจใด? ทีม Customer Service: มีข้อมูลว่าลูกค้าเคยเคลมสินค้าอะไรไปบ้าง? เมื่อข้อมูลเกิด Data Silo ธุรกิจจะไม่สามารถมองเห็นลูกค้าแบบ Customer 360° ได้ ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าอาจได้รับโฆษณาสินค้าที่พวกเขาเพิ่งกดสั่งซื้อไปเมื่อวาน ซึ่งจะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี (Bad Customer Experience) และเป็นการผลาญงบการตลาดโดยเปล่าประโยชน์ จุดเปลี่ยนสำคัญ...

Continue reading
Big data to insights in Google Sheets

แชร์ประสบการณ์เปลี่ยน Data เป็น Insights ใน Google Sheets ง่าย ๆ ด้วย Data Connectors

คุณ Jay Thacker หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Google Workspace ได้แชร์ประสบการณ์ทำงานจากการเชื่อมต่อ BigQuery และ Google Sheets ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที และนี่คือผลลัพธ์จากการใช้ Data Connectors กับ BigQuery ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกินจำเป็น (Data Drudgery) ในอดีตนักวิเคราะห์ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียน SQL ที่ซับซ้อน การจัดการเวอร์ชันของไฟล์ และการดึงข้อมูลที่ล้าสมัยมาใช้งาน ส่งผลให้มีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลจริงนั้นน้อยลง  แต่เมื่อใช้ Data connectors ทีมสามารถสร้างและแชร์การวิเคราะห์ได้รวดเร็วมากขึ้นโดยใช้เวลาเพียง 25% เมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบเดิม 2. จัดการและวิเคราะห์ข้อมูล “จำนวนมหาศาล” โดยไม่ต้องใช้ SQL ทีมสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Big Data) ได้โดยตรงผ่านหน้าอินเทอร์เฟซของ Google Sheets โดยไม่ต้องเขียนโค้ด SQL แม้แต่บรรทัดเดียว วิเคราะห์รวดเร็ว: สามารถวิเคราะห์ธุรกรรมพันล้านรายการได้ในไม่กี่วินาที ใช้งานง่าย: ทุกคนในทีมสามารถทำ Trend Analysis หรือปรับเปลี่ยน Pivot Table ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ Data engineer 3. ทุกข้อมูลส่งต่อถึงกันได้อย่างปลอดภัย การเชื่อม Data connectors กับ BigQuery ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการส่งไฟล์ไปมาทางอีเมล โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ใน BigQuery ในฐานะ “Single Source of Truth” ผู้ใช้จะเห็นเฉพาะข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ลดความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว 4. ปลดล็อกการวิเคราะห์และการคาดการณ์ขั้นสูงด้วย AI และ BigQuery ML การ Forcasting ทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมด้วยการผสานพลังรวมกับ BigQuery ML และโมเดล TimesFM ของ Google โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Data Scientist เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงอีกต่อไป หมายความว่าคุณสามารถข้ามขั้นตอนที่ซับซ้อนไปได้และสามารถสร้างข้อมูลเชิงลึกได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ SQL...

Continue reading